| |
 |
ประวัติธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) |
| ธนาคารไทยพาณิชย์ กิจการของธนาคารเริ่มต้นขึ้นในนาม “บุคคลัภย์” (Book Club) ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2447 ก่อตั้งโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เนื่องจากขณะนั้นทรงเชื่อว่า สยามประเทศมีความจำเป็น ต้องมีระบบการเงินธนาคาร เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ หลังจากบุคคลัภย์ขยายตัวทางธุรกิจขึ้นเป็นลำดับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานอำนาจพิเศษ ให้จัดตั้ง “บริษัท แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด” เพื่อประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างเป็นทางการ นับแต่วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน |
| |
2449 - 2475 ก่อรากฐานการธนาคารไทย
ประวัติศาสตร์หน้าแรกของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งนับเป็น
สถาบันการเงินแห่งแรกของชาวสยามนั้น เริ่มต้นขึ้นในนาม
"บุคคลัภย์" (Book Club) โดย พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น
มหิศรราชหฤทัย ซึ่งขณะนั้นทรง ดำรงตำแหน่งเสนาบดี
กระทรวง พระคลังมหาสมบัติในพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะให้มีสถาบัน
การเงินของสยาม เป็นฐานรองรับการเติบโตทางด้าน
เศรษฐกิจการเงินของประเทศ จากการที่โลกตะวันตกได้
้ขยายเส้นทางการค้าทางทะเล มาสู่ดินแดนสยามเป็นอย่างมาก
ในยุคนั้น ในขั้นแรกจึงทรงริเริ่มดำเนินกิจการธนาคาร
พาณิชย์เป็นการ ทดลองในนาม "บุคคลัภย์" (Book Club)
ต่อมากิจการทดลองประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระบรม
ราชานุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารในนาม "บริษัท แบงก์สยาม
กัมมาจล ทุนจำกัด" (Siam Commercial Bank,
Limited) เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 ประกอบธุรกิจ
ธนาคารพาณิชย์ อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั้นมาและได้
กลายมาเป็น "ต้นแบบธนาคารไทย" โดยริเริ่ม นำระบบ และ
แนวคิดของการให้บริการ รับฝากเงินออมทรัพย์ และ บริการ
บริการบัญชี กระแสรายวัน (Current Account) ถอนเงิน
โดยใช้เช็คมาให้บริการ แก่ประชาชน พร้อมทั้งจัดตั้งสาขาขึ้น
ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ นอกจากนี้ธนาคารยังมี
ส่วนร่วม ในการก่อกำเนิดและวางรากฐานสหกรณ์การเกษตร
ของประเทศ |
| |
2475 - 2500 มุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรค
สยามประเทศต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งจากการ
เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และจากสงครามโลกครั้งที่ 2
บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ในขณะนั้นได้เปลี่ยนชื่อตาม
นโยบาย "เชื้อชาตินิยม" ของรัฐบาลที่เปลี่ยนชื่อประเทศจาก
"สยาม" เป็น "ไทย" โดยเปลี่ยนมาเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์
พร้อมทั้ง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของธนาคารใหม่
ให้ผู้บริหาร ชาวไทยที่มีความรู้ความสามารถได้ขึ้นเป็นผู้บริหาร
แทนที่จะเป็นชาวตะวันตกแบบเดิม โดยธนาคารยังคงยึดมั่น
ในนโยบายความมั่นคงของธนาคารเป็นสำคัญ และเนื่องจาก
ธนาคาร ได้สั่งสมความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ด้านการเงิน
ธนาคารจึงมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกด้านการเป็นแหล่ง
เงินทุนและการ เป็นตัวกลางด้านการเงินระหว่างประเทศให้กับ
พ่อค้าตลอดช่วงสงครามการให้กู้ยืมเงินเพื่อสร้างบ้านการส่งเสริม
พ่อค้าคนไทยในการประกอบธุรกิจให้ได้รับความสะดวกสบาย
รวมทั้งการตั้งบริษัทคลังสินค้าเพื่อสร้างความปลอดภัย
ในการเก็บรักษาสินค้าให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ธนาคารได้ถวายความ
จงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบำเพ็ญกุศล
สาธารณประโยชน์ด้วยการถวายผ้าพระกฐินการสร้าง
ตึกโรงพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลศิริราชเป็นต้น |
| |
2500 - 2516 หนุนเนื่องเมืองไทยพัฒนา
บทบาทของธนาคารไทยพาณิชย์ในการเป็นหนึ่งในฟันเฟือง
ที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
จนถึงยุคที่ความมั่นคงภายในประเทศ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความ
สำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การระวังภัยจากลัทธิ
คอมมิวนิสต์ ธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานทางด้าน
การเงินการธนาคารให้แข็งแกร่ง และมั่นคงขึ้น พร้อมที่
จะเป็นกำลังหล่อลื่น การพัฒนาเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
โดยธนาคารได้ปรับปรุงระบบงานของธนาคารให้ทันสมัยและมี
ประสิทธิ-ภาพพร้อมให้บริการลูกค้า ทำการปรับปรุงโครงสร้าง
การบริหารงาน พร้อมทั้งให้ความสำคัญแก่งานด้านทรัพยากร
บุคคล ด้วยธนาคารตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของบุคลากร
ภายในธนาคารจึงจัดให้มีการพัฒนาพนักงานทั้งด้านการบริการ
และปฏิบัติการ จัดสวัสดิการให้แก่พนักงาน รวมทั้งการทำ
กิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งการทำนุบำรุง และจรรโลงพระพุทธศาสนา
การสนับสนุนการแพทย์ การสาธารณสุขพื้นฐานซึ่งบทบาท
ของธนาคารไทยพาณิชย์ในยุคนี้ เปรียบเสมือนต้นโพธิ์ที่ได้หยั่ง
รากลึก มีลำต้นที่แข็งแรงและพร้อมจะแตกกิ่งก้านสาขาเป็น
ไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว และสง่างาม |
| |
2516 - 2531 แผ่สาขาล้ำหน้าวัตกรรม
"มั่นคงด้วยรากฐาน บริการด้วยน้ำใจ" คือคำขวัญของธนาคาร
ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
สังคมและการเมืองที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งจากเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็เป็นยุคที่ธนาคาร
ก้าวไปข้างหน้า อย่างแข็งแกร่งด้วยรากฐานที่มั่นคงพร้อมการ
ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงนานาประการ เพื่อเข้าสู่ยุคธนาคาร
อิเล็ก ทรอนิกส์ ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการขยาย
เครือข่ายของธนาคาร ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
โดยธนาคารได้นำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้าน
ต่างๆ ของธนาคารทั้งที่สำนักงานใหญ่ และสาขาต่างๆเพื่อให้
การบริการลูกค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ พร้อม
ทั้งสร้างมิติใหม่ของการให้บริการ ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ใน
ประเทศไทย ด้วยการเปิดให้บริการ Auto-matic Teller
Machine (ATM) หรือเป็นที่รู้จักกันดีในขณะนั้นว่า "บริการเงินด่วน" เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย รวมถึง
การให้บริการธนาคารทางโทรศัพท์ (Tele-Banking)
แก่ลูกค้ารายบุคคล และอินโฟแบงกิ้ง ธนาคารเพื่อธุรกิจ
(Info-Banking) แก่ลูกค้าองค์กร นอกเหนือจากการมุ่งมั่น
พัฒนา เพื่อการให้บริการลูกค้าแล้วนั้น ธนาคารยังมุ่ง |
| |
2531 - 2540 ขยายธุรกิจสร้างพันธมิตรสู่สากล
"ยุคทองของเศรษฐกิจไทย" และ "ปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่"
ต่างเกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่ธนาคาร และระบบสถาบันการเงิน อื่นๆ
ในประเทศ ต่างก็เติบโตเคียงคู่ไปกับการขยายตัวของ ระบบเศรษฐกิจ
และต้องเผชิญปัญหาเมื่อประเทศเผชิญกับภาวะ วิกฤตใน พ.ศ. 2540
ซึ่งในยุคนี้ ผลการดำเนินงานของธนาคารในด้านต่างๆ ได้เติบโต
อย่างรวดเร็วมีการขยายธุรกิจอย่างรุดหน้า มั่นคง จนได้รับการยกย่อง
จากนิตยสารการเงินธนาคารให้เป็น "ธนาคารแห่งปี" (Bank of
the Year) ถึง 4 ปีซ้อน คือ พ.ศ. 2532–2535 ในฐานะที่เป็น
ธนาคารพาณิชย์ที่มีผลงานเด่นสุดของการธนาคารพาณิชย์ไทย
อย่างรอบด้าน และจากการขยายตัวของธนาคาร รวมทั้งการเตรียม
พร้อมรองรับความเจริญในอนาคต ธนาคารจึงพิจารณา ย้ายที่ทำการ
จากชิดลม ไปยังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ SCB Park Plaza
ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งอาคารสำนักงานใหญ่ แห่งใหม่ของธนาคารนับได้
ว่าเป็น อาคารอัจฉริยะแห่งหนึ่ง ของประเทศไทยต่อมาในช่วงปี พ.ศ.
2540 ที่ประเทศไทย ได้เผชิญกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ และ
ปัญหาการขาดความ เชื่อมั่นในสถาบันการเงินของไทย ธนาคารยัง
คงได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าเป็อย่างสูงโดย
ยอด เงินฝากรวมของธนาคาร (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540)
มีอัตราเติบโตสูงที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์ ในปีเดียวกันนี้เอง
ธนาคารได้ทำการเพิ่มทุนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เป็น ไปตามมาตรการ
ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่การดำเนินงาน ของธนาคาร
ทั้งทางด้านธุรกิจและด้านกิจกรรมองค์กร เพื่อสังคมยังคงยึดมั่นใน
หลักการมุ่งไปที่คุณภาพและได้ ประสิทธิผลคุ้มค่า |
| |