เศรษฐกิจฝืด 'เคทีซี' ย้ำ...ยังไม่ใช่ 'ขาลง'
เศรษฐกิจขาลง “พ่นพิษ” ผู้คนหมดอารมณ์ “รูดปรื๊ดๆๆ” ยอดสมัคร “บัตรเครดิต” ไม่กระเตื้อง “NPL” จ่อเพิ่ม นี่คือ สภาพปัจจุบันของธุรกิจ “นอนแบงก์” ท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบาก “นิวัตต์ จิตตาลาน” จะแก้โจทย์นี้อย่างไร
นิวัตต์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี เปิดใจถึงทิศทางการทำธุรกิจบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง เวลานี้คง “ยาก” ที่จะทำให้ผู้บริโภค “ควักกระเป๋า” จับจ่ายซื้อสินค้าเหมือนก่อน
แถมแบงก์ชาติที่บังคับให้ลูกค้าต้องชำระค่าบัตรเครดิตขั้นต่ำ 10% จากเดิม 5% และ ดอกเบี้ยที่เก็บแพงขึ้นอีก 2% จากเดิม 18% เพิ่มเป็น 20% สองประเด็นนี้ นอกจากจะทำให้การทำธุรกิจยากขึ้น เพราะคนจะคิดหน้าคิดหลังก่อนจ่ายมากขึ้นแล้ว ยังอาจก่อให้เกิด NPL เพิ่มขึ้นในระบบอีก
นิวัตต์ ฉายภาพมุมมองส่วนตัวว่า สถานการณ์กำลังจะย้อนเวลากลับไปเหมือนในปี 2540 เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อของใช้ของผู้คนเริ่มกลับไป “ลงดิน” แทนการเดินห้าง เพราะอยากได้ “ของถูก” ตลอดจนผู้ประกอบการแบกรับค่าเช่าพื้นที่ในห้างไม่ไหว ต้องหันมาเปิดท้ายขายของแทน เมื่อคนไม่เดินห้าง ธุรกิจบัตรเครดิตก็ “ยาก” ที่จะโต
“คุณลองเดินตามถนนสิ มีแต่คนวางของขายแบกะดิน ในห้างมีแต่ป้าย Sale ธุรกิจบัตรเครดิตมันอยู่ในวงจรที่สองของระบบธุรกิจ ถ้าคนไม่ซื้อของในห้างยอดใช้บัตรก็ไม่ขึ้น แต่ในทางกลับกันตัวเลขยอดเงินอาจจะไม่ลดลง เพราะข้าวของราคามันสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน”
ซีอีโอ บัตรกรุงไทย ทำนายว่า อีก 1-2 ปีข้างหน้า ธุรกิจบัตรเครดิตจะไม่มีวันที่จะโตไปกว่านี้ ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น แต่ตรงกันข้ามอาจจะเห็นยอดสินเชื่อบุคคลโตขึ้น เพราะผู้คนจะหันไปเป็น “หนี้” เพื่อมา “กลบ” หนี้บัตรเครดิตแทน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้คนพร้อมจะสร้างหนี้ ทั้งในและนอกระบบเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
“ผมว่าแปลกดีนะที่ผู้ใช้บัตรไปกู้สินเชื่อบุคคลดอกร้อยละ 28 มาปิดหนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ยร้อยละ 20 นั่นแสดงว่าผู้คนไม่มีสตางค์ในกระเป๋าพอที่จะใช้หนี้อีกต่อไป แล้วมันพาลจะเสียไปทั้งระบบ”
อย่างไรก็ตามในปี 2551 เคทีซี ยังคงมีแผนขยายธุรกิจเช่นเดิม แต่อาจจะอยู่ในรูปแบบ “เซฟโหมด” เน้นใช้เงินให้ถูกที่และเกิดประโยชน์ที่สุด
“งบการตลาดปีหน้ายังไม่ออกมา แต่คงไม่เพิ่มขึ้นแน่นอน เราคงเน้นใช้เงินให้ถูกที่ไม่โปรยโดยไม่จำเป็น”
โดยแผนงานที่หลังบ้านวางไว้ จะประกอบด้วย ขยายจุดชำระเงินเพิ่มเติมไปยังธนาคารพาณิชย์อื่นเพิ่มเติม วางระบบคอลล์เซ็นเตอร์ใหม่ซึ่งมีความทันสมัยอันดับต้นๆ ของโลก เสริมศักยภาพระบบสารสนเทศ เพื่อที่จะคำนวณแต้มพิเศษจากการใช้บัตรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ด้านแผนงานการตลาดนั้น เคทีซี เตรียมโปรแกรมการตลาดไว้กว่า 300 โปรแกรม ที่จะทยอยคลอดออกมาในปีหน้า นอกจากนี้ยังปรับแผนธุรกิจมุ่งเน้นลูกค้าที่ถือบัตร “แพลตินั่ม” ขึ้นไปหรือผู้ที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือนมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการใช้บัตรที่ต่อเนื่อง และที่สำคัญไม่ค่อย “เบี้ยว” จ่ายหนี้ รวมถึงการออกบัตรเครดิตเฉพาะกิจมากขึ้น เช่น บัตรสำหรับนักดำน้ำ บัตรสำหรับผู้ที่ชอบการถ่ายรูป เป็นต้น
นิวัตต์ กล่าวสรุปสั้นๆ ขอมุ่งจับตลาดที่เป็น Niche Market นั่นเอง
“ทำธุรกิจในเมืองไทยเวลานี้จะทำตัวเป็นเรือใหญ่หว่านแหคงจะจับปลาไม่ได้ เราต้องทำตัวเป็นเรือขนาดเล็กตกเบ็ดหาปลาทีละตัวเอา”
ทางด้านผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของ เคทีซี มีกำไรสุทธิ 447 ล้านบาท รายได้รวม 7,777 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2549 ถึง 29% และ 35% ตามลำดับ โดยเฉพาะไตรมาสสามของปีนี้ มีรายได้ 2,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปี 2549
ทว่าเมื่อถามถึงเป้าหมายรายได้ในปีนี้ และปีต่อไป นิวัตต์ ขอผ่านในประเด็นนี้ รวมถึงเป้าหมายบัตรเครดิต 2 ล้านใบก็ต้องพับเก็บไว้ก่อนด้วย
“สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ตั้งเป้าลำบาก ผมไม่กล้าตั้งเป้ามา 2-3 ปีแล้ว”
ทางด้านสถานะทางการเงินล่าสุด ชุติเดช ชยุติ CFO บัตรกรุงไทย กล่าวเสริมว่า สถานะการเงินของบริษัทปัจจุบันยังมีความมั่นคงในระดับสูง แม้มีข้อจำกัดว่าต้องระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้เพียงอย่างเดียว โดยมีสินทรัพย์รวม 44,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากสิ้นปี 2549 ประกอบด้วยยอดลูกหนี้บัตรเครดิตสุทธิ 28,245 ล้านบาท สินเชื่อบุคคลเคทีซี แคช สุทธิ 11,288 ล้านบาท และสินเชื่อเจ้าของกิจการ เคทีซี มิลเลี่ยน สุทธิ 2,270 ล้านบาท
ฐานสมาชิกรวม 1,924,434 บัญชี โดยสมาชิกใหม่ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสินเชื่อบุคคล พร้อมใช้ เคทีซี แคช รีโวล์ฟ (KTC CASH Revolve) สำหรับจำนวนบัตรเครดิตรวมสิ้นสุด 30 กันยายน 2550 มีอยู่ 1,453,270 บัตร
ในขณะที่พอร์ตลูกหนี้การค้ารวมสุทธิ 42,366 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จาก 39,120 ล้านบาท ณ สิ้นปี2549 เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนอัตรา NPL ของบัตรเครดิตอยู่ที่ 3.1% คงที่จากปีที่แล้ว และยังไม่เกินมาตรฐานที่แบงก์ชาติกำหนดคือ 4% ส่วนของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ประมาณ 6%
นอกจากนี้ กระแสเงินสดของบริษัท ยังคงมีเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจอีกมาก แถมยังมีวงเงินสำรองจากธนาคารกรุงไทยอีก 18,000 ล้านบาทคอยแบ็คอัพอยู่ แต่ไม่เคยนำมาใช้เลย
เมื่อถามถึงสถานการณ์ หุ้น KTC นิวัตต์ กล่าวว่าคงไม่มีสตอรี่ที่น่าสนใจนัก เพราะส่วนใหญ่มาซื้อไว้แล้วก็ “หลับยาว”
“ราคาหุ้นเราคงไม่ขึ้นลงหวือหวา เพราะฝรั่งมันมัวแต่ไปสนใจแต่หุ้นพลังงาน คงไม่สนใจหุ้นเราเท่าไร เคยมีพวกเฮดจ์ฟันด์สนใจมาเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ไม่ลง แถมหุ้นเราสภาพคล่องไม่สูงนัก แค่ธนาคารกรุงไทยเจ้าเดียวก็ซัดไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่พวกฝรั่งเจ้าอื่นที่มาซื้อไว้หลายปีเขาก็ไม่เคยถอนหุ้นออก อยู่ยังไงก็อยู่ยังนั้น”
“บริษัทของเราไซส์ไม่ได้ใหญ่มาก แต่การมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาด 18% ท่ามกลางคู่แข่ง 38 ราย ก็ถือว่าแกร่งแล้ว การที่เคทีซีมีแบรนด์ที่ดีเป็นข้อได้เปรียบของเรา พวกธนาคารกับคู่แข่งรายใหม่เข้ามาก็ยากที่จะสู้ ผมเชื่ออย่างนั้น”