|
ปีก่อนบิ๊กอสังหาฯหลายรายพุ่งเป้าโครงการใหม่ไปที่ "ซิตี้ คอนโด" แทนบ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮ้าส์ ทำให้ตลาดแนวราบนิ่งสนิท แต่ปีนี้บิ๊กเพลย์เยอร์ เริ่มกลับมาแปลงโฉมสินค้าหลัก "บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮ้าส์" ที่มีในมือให้มีรูปแบบใหม่-จุดขายใหม่ โดยหวังว่าจะแรงพอสำหรับปลุกตลาดนี้ให้ฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง
ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ดูจะชะลอตัวลงไปมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ดีมานด์เปลี่ยนจากบ้านแนวราบชานเมือง มาเป็นคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า อีกส่วนเป็นเพราะกำลังซื้อที่หดตัวลง จนดีมานด์ของตลาดแนวราบหดหายไป
ปีนี้ตลาดแนวราบจะฟื้นคืนกลับมาหรือไม่ ยังไม่มีนักวิจัยตลาดอสังหาฯสำนักใดฟันธง เพราะต่างมองว่า คอนโดมิเนียมยังครองแชมป์ ครองแชร์ในตลาดอยู่ ด้วยตัวเลขโครงการใหม่ ที่จ่อคิวรอเปิดตัวใหม่ และดีมานด์ที่มีต่อเนื่อง
แต่โอกาสที่ตลาดบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์จะกลับมาทำเงินให้กับบรรดาดิเวลลอปเปอร์ ที่มีโปรเจคแนวราบอยู่ในมืออีกครั้ง อาจเริ่มเห็นในปีนี้ จากการหันมาปลุกกระแสตลาดแนวราบให้มากขึ้น ด้วยการหา “จุดขาย” ใหม่ๆ ให้กับโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ที่มีอยู่ในมือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการลดความเสี่ยง จากตลาดคอนโดมิเนียม
แม้ว่า ตลาดดังกล่าวจะยังมีดีมานด์ล้นหลาม แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย มีโปรดักท์ครบมือ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ยังจำเป็นต้องสร้างสมดุลให้กับรายได้ในพอร์ต ทั้งตลาดแนวราบ และแนวสูง จำเป็นต้องอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
เมื่อตลาดแนวราบซบไปนาน ซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดน้อย ซัพพลายเก่าถูกดูดซับ จนเหลือคงค้างเป็นสต็อกไม่มากนัก จึงเป็นโอกาสที่ ดิเวลลอปเปอร์ยักษ์ใหญ่จะอาศัยจังหวะนี้ ส่งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ โครงการใหม่ๆ เข้าตลาดรอบใหม่ ปีนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีโปรดักท์ อยู่ครบมือ เริ่มหันมาโฟกัสโครงการแนวราบในสัดส่วนมากกว่าคอนโดมิเนียม ปูพรมสู่การทำตลาดแบบระยะยาว
“ปีนี้ตลาดแนวราบ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ น่าจะกลับมา” อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือเอพี กล่าว พร้อมเสริมว่า ถึงอย่างไรโปรดักท์หลักของเอพีก็คือแนวราบ ซึ่งปีนี้สัดส่วนการพัฒนาโครงการใหม่ 60% จึงถูกเทน้ำหนักไปที่บ้านแนวราบ และ 40% เป็นคอนโดมิเนียม จากปีก่อนหน้านี้ เอพีมีสัดส่วนคอนโดมิเนียมมากกว่า
ก่อนหน้านี้ เอพีอาจไม่จำเป็นต้องเร่งเปิดโครงการใหม่ให้บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮ้าส์ เพราะตลาดทรงตัว และมีโครงการเดิมเปิดขายอยู่จำนวนไม่น้อยแล้ว แต่ปีนี้โครงการแนวราบที่มีอยู่ ถูกดูดซับจากตลาดไปพอควร และตลาดคอนโดมิเนียม ก็ไม่ได้หวือหวาเหมือนเช่นที่ผ่านมา จึงถือเป็นจังหวะดีของการเปิดโครงการใหม่ๆ ให้กับแนวราบ
เอพีขายบ้านเกาะแนวรถไฟฟ้า...การกลับมารุกตลาดบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ กลางเมือง กลางกรุง รอบใหม่ จำเป็นต้องหา “มุกเด็ด” ที่แรงพอจะปลุกกระแสให้ตลาดนี้ฟื้นตัว ซึ่งเอพี เลือกที่จะใช้จุดขายเดียวกับคอนโดมิเนียม นั่นคือ ที่อยู่อาศัยเกาะแนวรถไฟฟ้า "ทาวน์เฮ้าส์เกาะแนวรถไฟฟ้า" โดย อนุพงษ์ กล่าวว่า โครงการแนวราบที่เปิดขายใหม่ในปีนี้ ล้วนอยู่ในทำเลที่ใกล้กับรถไฟฟ้า ทั้งที่เปิดให้บริการอยู่ และส่วนต่อขยายที่มีความชัดเจนแล้ว แม้จะไม่ใกล้รถไฟฟ้า มากเท่ากับโครงการประเภทคอนโดมิเนียม แต่เดินทางมารถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก
"ในบริเวณส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ที่ผู้ประกอบการหลายราย เลือกทำเป็นคอนโดมิเนียมต่ำกว่าล้านบาท แต่เอพีเลือกที่จะทำทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งเป็นคอนเซปต์ที่ถูกวางสำหรับการทำตลาดในปีนี้"
โครงการที่จะเปิดขายใหม่ของเอพีในปีนี้มี 13 โครงการ รวมมูลค่า 14,250 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 2 โครงการ, ทาวน์เฮ้าส์ 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ โดยโครงการทาวน์เฮ้าส์ที่ใกล้กับแมสทรานซิส เช่น โครงการบ้านกลางเมือง บีทีเอส ตากสิน ใกล้กับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีตากสิน ที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งบมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ เข้าไปหาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียม แต่เอพี ตัดสินใจซื้อที่ดินขนาด 22.6 ไร่ พัฒนาทาวน์เฮ้าส์ 211 ยูนิต
โครงการบ้านกลางเมือง สุขุมวิท 113 ใกล้ซอยแบริ่ง และสถานีส่วนต่อขยายอ่อนนุช - แบริ่ง ที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายเป็นจำนวนมาก แต่ขนาดที่ดิน 11.6 ไร่ ของเอพี สามารถพัฒนาทาวน์เฮ้าส์กลางเมืองได้ 124 ยูนิต และในบริเวณใกล้เคียงกัน เอพี เลือกซื้อที่ดินอีกแปลง ขนาด 35.6 ไร่ เพื่อพัฒนาบ้านเดี่ยว โครงการเดอะ ซิตี้ สุขุมวิท 113 และอีก 3 โครงการทาวน์เฮ้าส์ บ้านกลางเมือง ลาดพร้าว 71, ออฟฟิศ พาร์ค ศรีนครินทร์ และบ้านกลางเมือง ศรีนครินทร์ ที่สามารถเดินทางมายังส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าอ่อนนุช -แบริ่งได้เช่นกัน
เอสซีฯ สร้างคอมมูนิตี้ดึงลูกบ้าน...ด้าน เอสซี แอสเสทฯ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อีกรายที่เตรียมจะปลุกตลาดแนวราบในปีนี้ โดย
กรี เดชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานพัฒนาทรัพย์สินแนวราบ บริษัท เอส ซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอสซีฯ ได้สร้างพัฒนาที่อยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด "นิว คอมมูนิตี้" (New Community) การผสมผสานหลากหลายโปรดักท์ในโครงการเดียวกัน ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และแบ่งพื้นที่หน้าโครงการเป็น "คอมมูนิตี้ มอลล์" พื้นที่ค้าปลีกที่เปิดให้ร้านค้าชั้นนำเข้ามาเช่าให้บริการทั้งผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการและนอกโครงการ
คอนเซปต์นี้จะเริ่มโครงการแรกบนทำเล "เพชรเกษม 81" ใกล้กับโครงการของบมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บนเนื้อที่ 72 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ที่ประกอบไปด้วยทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว และด้านหน้าเป็นพื้นที่ค้าปลีก ที่มี เทสโก้ โลตัส เป็นแม่เหล็กหลัก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างวางแผนชื่อที่จะใช้ทั้งโครงการ และนอกจากจะเป็นรูปแบบโครงการใหม่แล้ว ภายในโครงการ บ้านเดี่ยว และ ทาวน์เฮ้าส์ ยังเป็นคอนเซปต์ใหม่ด้วย
เริ่มจากบ้านเดี่ยวในโครงการดังกล่าว จะเป็นดีไซน์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่ถูกลงกว่า "บางกอก บูเลอวาร์ด" เดิม ซึ่งอาจใช้เป็น บางกอก บูเลอวาร์ด วิลล์ หรือ อเวนิว ต่อท้าย เพื่อสะท้อนให้เห็นความแตกต่าง ส่วนตัวทาวน์เฮ้าส์ ที่มี แบรนด์ "วิสต้า ปาร์ค" ก็จะใช้แบรนด์ใหม่ "วิสต้า ปาร์ค อเวนิว" ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.4 ล้านบาท ในโครงการนี้ด้วยเช่นกัน
โครงการที่เพชรเกษม 81 จะเป็นต้นแบบให้กับคอนเซปต์ นิว คอมมูนิตี้ ของเอสซีฯ ที่มีแผนจะใช้คอนเซปต์นี้ต่อไปโปรเจคที่มีที่ดินประมาณ 70-80 ไร่ ซึ่งขณะนี้มีที่ดินย่านปิ่นเกล้า อยู่ในมือแล้วกว่า 70 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นคอนเซปต์ นิว คอมมูนิตี้ แห่งที่ 2 คาดว่าจะเปิดตัวประมาณปลายปีนี้ แต่โครงการที่ปิ่นเกล้าจะมีความแตกต่างจากเพชรเกษมในแง่ของโพสิชั่นนิ่งที่เป็นไฮเอนด์ และจะเป็นโครงการแรกที่จะเปิดตัวโครงการระดับไฮเอนด์ ระดับราคาประมาณ 40 ล้านบาทต่อยูนิต พร้อมกับแบรนด์ใหม่
ปีนี้เอสซีฯ มีแผนจะเพิ่มโปรดักท์ใหม่ๆ ให้กับบ้านแนวราบมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนโครงการใหม่ และแผนการทำตลาดต่างๆ จะถูกโฟกัสไปที่ตลาดบ้านแนวราบ โดยโครงการใหม่ในปีนี้ จำนวน 8 โครงการ รวมกับโครงการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาอีก 5 โครงการ เป็น 13 โครงการ มูลค่า 6,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญยังอยู่ที่แต่ละเซ็กเมนท์จะถูกแย่งซอยย่อย ให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยในส่วนของบ้านเดี่ยว ที่มีแบรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด เป็นแบรนด์หลัก และเป็นแบรนด์ตลาดระดับกลาง จะถูกแตกย่อย ขยับขึ้นไปเล่นในตลาดระดับบน ซึ่งอาจจะใช้คำว่า "แกรนด์" นำหน้า เป็น แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สำหรับแบรนด์บ้านหรู ราคา 40 ล้านบาท พร้อมกับแตกย่อย ขยับลงไปเล่นในตลาดบ้านเดี่ยวระดับกลางล่าง ที่อาจจะใช้คำว่า วิลล์ หรือ อเวนิว ต่อท้าย ประเดิมโครงการแรกที่ เพชรเกษม 81
ในเซ็กเมนท์ ทาวน์เฮ้าส์ เช่นกัน จะมีแบรนด์ "วิสต้า ปาร์ค" เป็นแบรนด์หลัก เล่นอยู่ในตลาดระดับกลาง ซึ่งมีความชัดเจนแล้วว่า ต้องแตกแบรนด์ใหม่ลงมาเล่นในตลาดกลางลงล่าง แล้วใช้ คำว่า "อเวนิว" ต่อท้าย เป็น "วิสต้า ปาร์ค อเวนิว" ทำให้นับจากนี้ เอสซีฯ จะมีแบรนด์สำหรับทำตลาดแนวราบครอบคลุมเกือบครบทุกเซ็กเมนท์แล้ว ตั้งแต่บ้านเดี่ยว ล่าง กลาง บน และทาวน์เฮ้าส์ ล่าง และ กลาง ส่วนเซ็กเมนท์คอนโดมิเนียมยังคงใช้แบรนด์ "เซ็นทริค ซีน" ไม่เปลี่ยนแปลง และคงอยู่ในตลาดระดับเดิม
เอสซีฯ จึงเป็นอีกหนึ่งในผู้ประกอบการที่อาศัยจังหวะที่ตลาดคอนโดมิเนียมใกล้อิ่มตัว รีบหันมาแต่งตัวใหม่ ให้กับโปรดักท์แนวราบ เพราะมองแล้วว่า บ้านแนวราบจะกลับมาฟื้นตัวในปีนี้อีกครั้ง ...แต่ต้องเสริมด้วยลูกเล่นที่พราวแพรวมากขึ้น |